เปรียบเทียบระว่าง Ford Everest กับ Toyota Fortuner จับรถ SUV ราคาระดับล้านกลางๆ มาประชัน

16 พ.ค 2561

วันนี้ Khaorot.com จะเอาใจสาวกรถ SUV ราคาระดับล้านกลางๆ ระว่าง Ford Everest และ Toyota Fortuner ดูว่ารุ่นไหนจะโดนใจสาวกรถ SUV มากกว่ากัน

จับรถ SUV ราคาระดับล้านกลางๆ มาประชัน ระว่าง Ford Everest  และ Toyota Fortuner
จับรถ SUV ราคาระดับล้านกลางๆ มาประชัน ระว่าง Ford Everest  และ Toyota Fortuner 

รถ SUV คือรถในฝันของคนมีครอบครัว เพราะเป็นรถที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้หลายรูปแบบไม่วาจะการท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ หรือไปแบบหรรษาเฮฮาทั้งครอบครัว รวมถึงมีพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง  วันนี้  Khaorot.com จะเอาใจสาวกรถ SUV ราคาระดับล้านกลางๆ ระว่าง Ford Everest  และ Toyota Fortuner  ดูว่ารุ่นไหนจะโดนใจสาวกรถ SUV มากกว่ากัน

Ford Everest 2018
Ford Everest 2018

Ford Everest รถ SUV เอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง มี่ฟอร์ดบรรจงสรรสร้างมาเพื่อครอบครัวนักผจญภัยโดยเฉพาะ เพราะนอกจากเป็นรถ SUV เอนกประสงค์แล้ว Ford Everest ยังสวมวิญญาณออฟโรดมาเพื่อพร้อมลุยทุกสถานการณ์ แถมยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ HID และไฟส่องสว่างช่วงเวลากลางวันและไฟท้ายเป็นแบบ LED ส่วนประตูหลังก็สามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า  Ford Everest มีให้เลือกมากถึง 6 สี คือ สีแดง สีเงิน สีดำ สีขาว สีทอง และสีฟ้า ส่วนราคาก็หลักล้านขึ้น ซึ่ง Ford Everest มีด้วยกัน 3 รุ่น คือ รุ่น 2.2L Titanium 4x2 AT ราคา 1,369,000 บาท รุ่น 2.2L Titanium+ 4x2 AT NAVI ราคา 1,569,000 บาท และรุ่น 3.2L Titanium+ 4x4 AT NAVI ราคา 1,769,000 บาท

Toyota Fortuner

Toyota Fortuner

Toyota Fortuner รถ SUV  สัมผัสใหม่แห่งนิยามยนตรกรรม ทุกมุมมองสะท้อนภาพลักษณ์แห่งความภาคภูมิ เหนือชั้นกว่าทุกข้อจำกัดแห่งการขับเคลื่อน  ที่มาพร้อมกับไฟหน้าอันโดดเด่นที่เปล่งแสงเจิดจรัสด้วย LED โปรเจคเตอร์ แบบ  Bi-Beem  ส่วนไฟท้ายก็เป็น LED  Light Guiding ที่ปรับแสงให้สามารถมองเห็นในระยะไกล  กันชนท้ายดีไซน์สุดสวยเพื่อความโดดเด่นให้ให้กับตัวรถและรับกับกระจังหน้าดีไซน์โฉบเฉี่ยว เพิ่มความหล่อด้วยล้ออัลลอย 18 นิ้ว  สปอยเลอร์หลัง สุดล้ำมาพร้อมกับไฟเบรก LED 3 ดวง กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวระบบ Welcome Light ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าและยังมีระบบป้องกันการหนีบ ส่วนสีสันของตัวถังก็มีให้เลือกมากถึง 7 สี ได้แก่ Super White II , Dark Grey Mica Metallic , Nebula Blue , Phantom Brown , Silver Metallic , Attitude Black Mica , White Pearl CS  ส่วนราคาก็ค่อนข้างจะสูงไปนิดเริ่มต้นที่ 1,239,000 บาท

ภายในห้องโดยสารของ Ford Everest
ภายในห้องโดยสารของ Ford Everest

เบาะหลังพับเก็บเป็นที่วางสัมภาระ
เบาะหลังพับเก็บเป็นที่วางสัมภาระ

ภายในห้องโดยสารของ Ford Everest เมื่อเปิดประตูเข้าไปจะพบกับห้องโดยสารที่กว้างขวางทำให้รู้สึกโล่งสบายไม่อึดอัดทั้งๆ ที่มีผู้โดยสารนั่งไปเต็มคันทั้ง 7 ที่นั่ง เบาะนั่งเป็นหนังแท้ เบาะนั่งสามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้ารวมทั้งเบาะหลังแถวที่ 3 ที่สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้เพียงแค่กดปุ่ม และภายในห้องโดยสารของ Ford Everest ยังได้นำเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนเข้ามา โดยการใช้ไมโครโฟนที่มีประสิทธิภาพสูงในการวัดระดับเสียงรถยนต์และการตรวจจับ เพื่อปล่อยคื่นเสียงต้านออกมาเพื่อลดการได้เสียงจากภายนอก หลังคาเป็นหลังคาแบบ Panoramic Moon Roof ปรับด้วยระบบไฟฟ้า ที่ทำให้ผ็โดยสารสามารถสำผัสกับบรรยากาศเย็นๆ สดชื่นจากภายนอกได้อย่างเต็มที่

ระบบนำทางบนหน้าจอระบบสัมผัส 8 นิ้ว
ระบบนำทางบนหน้าจอระบบสัมผัส 8 นิ้ว

และนอกจากนี้ ของ Ford Everest ยังได้นำเทคโนโลยีล้ำๆ มากมายเข้ามาเพื่อให้ผู้ขับขี่ไม่พลาดทุกการติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNCTM 3 ทำสามารถโทรศัพท์เพียงแค่เรียกชื่อของผู้ที่ต้องการโทรหา หรือเล่นเพลงผ่านแอพพลิเคชั่น JOOX ที่สามารถสั่งงานได้ด้วยเสียงหรือจะสั่งงานผ่านจอสัมผัสแบบ Multi-Touch ขนาด 8 นิ้ว ก็ได้ และยังมีระบบนำทาง Navigation System แบบภาษาไทย พร้อมทั้งรองรับ Android Auto และ Apple CarPlay ให้คุณสามารถสื่อสารกับ Siri และเล่นวิทยุทั่วโลกผ่าน Internet ได้ทันที

อิจฉา! มะกัน&ยุโรป รอขับ Toyota RAV4 2018

ภายในห้องโดยสาร Toyota Fortuner
ภายในห้องโดยสาร Toyota Fortuner 

ภายในห้องโดยสาร Toyota Fortuner
ภายในห้องโดยสาร Toyota Fortuner 

ปุ่มควบคุมที่พวงมาลัย
ปุ่มควบคุมที่พวงมาลัย

จอระบบสัมผัส 8 นิ้ว
จอระบบสัมผัส 8 นิ้ว

ภายในห้องโดยสาร Toyota Fortuner  ได้รังสรรค์ตกแต่งห้องโดยสารแบบ New legend of interior ...เหนือนิยามแห่งความมีระดับ ตอบรับสไตล์ชีวิตที่เหนือกว่า ด้วยห้องโดยสารที่โอ่โถกว้างขว้าง พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งคนขับสามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้ามากถึง 8 ทิศทาง เบาะแถว 2 ปรับได้แบบ One Touch  เพิ่มความเย็นฉ่ำให้กับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 ด้วยระบบรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 ตอน  และยังมีเทคโนโลยีล้ำๆ ไม่แพ้ค่ายไหนมากมายไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดแสงดีไซน์แปลกแหวกแนวแบบ Optitron พวงมาลัยหุ้มหนังมาพร้อมกับสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงและจอแสดงข้อมูลการขับขี่ จอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID หน้าจอสีแบบ TFT หน้าจอระบบสัมผัส 8 นิ้ว ที่แสดงระบบนำทางและเครื่องเล่น DVD รวมถึงการเชื่อมต่อ Bluetooth เชื่อมต่อกับระบบโทรศัพท์ด้วยระบบ Hands-free เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกการติดต่อสื่อสาร ระบบปปรับอากาศแบบอัตโนมัติ ช่องเสียบอุปกรณ์ USB ,iPOD และ AUX กล้องมองหลังที่ช่วยให้มั่นใจทุกครั้งที่ถอยหลัง และระบบ Push Start

ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ
ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ 

กล้องมองหลัง
กล้องมองหลัง

ด้านความปลอดภัย Ford Everest ได้เล็งเห็นถึงความปลอดภับของผู้ขับขี่และผู้โดยสารจึงได้ใส่ถุงลมนิรภัยมาให้มากถึง 7 จุด ที่มีทั้ง ถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย ที่ไม่ว่าผู้โดยสารจะนั่งแถวไหนก็ปลอดภัยได้เช่นกัน และยังแถมถุงลมนิรภัยกันหัวเข่าด้านคนขับอีกด้วย

ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจในทุกการขับขี่และทุกสภาพถนน เพราะระบบนี้จะช่วยให้รถเกาะถนนมากขึ้น ไม่ว่าจะเข้าโค้งหรือในช่วงที่เร่งแซง รถก็ยังสามารถปรับการทรงตัวให้นิ่งตลอดการเดินทาง

พวงมาลัยของ Ford Everest เป็นพวงมาลัยแบบเพาเวอร์ที่ช่วยผ่อนแรงด้วยระบบไฟฟ้า และยังช่วยชดเชยน้ำหนักของพวงมาลัยทำให้การควบคุมควบทำงานได้มากขึ้น

ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ Ford Everest เป็นรถ SUV ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ จึงทำให้ผู้ขับไม่ค่อยมั่นใจในการเข้าจอดในที่แคบ เพียงแค่กดปุ่มระบบช่วยจอดอัจฉริยะ ระบบก็จะช่วยหาพื้นที่ในการจอดรถให้พอเหมาะกับขนาดของรถ จากนั้นก็สามารถปล่อยมือจากพวงมาลัยแล้วให้ระบบช่วยจอดอัจฉริยะทำงานต่อไปเพียงแค่ควบคุมเกียร์ คันเร่ง และเบรกไปตามปกติ

ระบบตรวจจับรถในจุดบอดและระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด นอกจาก Ford Everest จะมีระบบช่วยจอดแล้วยังมีระบบนำออกจากที่จอดอีกด้วย ที่เป็นเสมือนดวงตาคู่พิเศษที่ช่วยมองในจุดบอดหรือมุมอับไม่ว่าจะช่วงเวลาเปลี่ยนเลย หรือช่วงที่ถอยหลังออกจากที่จอดแล้วมีรถมาด้านหลัง ระบบก็จะแจ้งเดือน

กล้องมองมีความชัดเจนมาก มีเสียงสัญญาณเซ็นเซอร์แจ้งเตือเมื่อพบสิ่งกีดขวางด้านหลัง

ระบบ Lane Keeping System เป็นระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ในกรณีที่รถของคุณเบี่ยงออกนอกเส้นทางโดยไม่ตั้งใจ และไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว ระบบ Lane Keeping System จะเป็นตัวช่วยเดือนด้วยการสั่นพวงมาลัยเพื่อเตือนให้กลับเข้าสู่เลน

ระบบเตือนการชนด้านหน้าและระบบควบคุมระยะห่างแบบอัตโนมัติ เพียงแค่กดปุ่ม ระบบจะช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันข้างหน้าให้อยู่ในระยะที่เหมาะสม โดยจะข่วยเบรกเมื่อรถใช้ความเร็วมากเกิด และช่วยเร่งความเร็วเมื่อรถเริ่มทิ้งห่างจากคันหน้ามากจนเกินไป

ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชันและระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน ช่วยให้การออกตัวรถขณะจอดในทางลาดชันทำได้ดี มั่นใจและปลอดภัย โดยระบบจะคงการเบรกเพื่อให้อีก 2 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้รถไหล

ถุงลมนิรภัย 7 จุด
ถุงลมนิรภัย 7 จุด

กล้องมองหลัง

กล้องมองหลัง

ด้านความปลอดภัย Toyota Fortuner   ก็ได้จัดทุกอย่างมาแบบเน้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเพื่อให้มีความมั่นจว่าสามารถนั่งอยู่บน Toyota Fortuner   อย่างปลอดภัยได้ทุกเส้นทาง โดยที่ทาง Toyota Fortuner   ได้จัดระบบถุงลมเสริมความปลอดภัยมาให้มากถึง 7 จุด มั่นใจอีกขั้นของการปกป้องที่เหนือชั้น ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง/ ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง/ ม่าน 2 ตำแหน่ง/ เข่าคนขับ 1 ตำแหน่ง และยังมีระบบ TSD ควบคุมแรงเบรกและแรงบิดของเครื่องยนต์ระบบ EBD การกระจายแรงเบรก ระบบเบรก ABS ระบบเสริมเบรก

เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ TDCi ขนาด 2.2 และ 3.2 ลิตร
เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ TDCi ขนาด 2.2 และ 3.2 ลิตร

ด้านสมรรถนะ Ford Everest มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ TDCi ขนาด 2.2 และ 3.2 ลิตร ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ Terrain Management System ที่พาคุณไปพจญภัยได้ทุกสภาพถนน ระบบล็อคเฟืองท้ายที่ช่วยส่งอัตราเร่งจากเครื่องยนต์ไปสู้ล้ออยางเต็มประสิทธิภาพ ช่วงล่างนุ่มนวลด้วยระบบกันสะเทือนแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการควบคุมได้ดีขึ้น

Toyota Fortuner  มีทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล
Toyota Fortuner  มีทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล

ด้านสมรรถนะ Toyota Fortuner   มาพร้อมกับเครื่องยนต์ทั้งเบนซินและดีเซล ซึ่งเบ่งเป็น 3 รุ่น คือ  

รุ่นดีเซล 2.8 ลิตร (เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด) ให้กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์ (177 แรงม้า) ที่ 3400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน - เมตร ที่ 1,600 - 2,400 รอบ/นาที

รุ่นดีเซล 2.4 ลิตร (เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด/ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด) ให้กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 - 2,000 รอบ/นาที

รุ่นเบนซิน 2.7 ลิตร Dual VVT-i (เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด) ให้กำลังสูงสุด 122 กิโลวัตต์ (166 แรงม้า) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 245 นิวตัน-เใมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที (รองรับน้ำมัน E20)

เป็นอย่างไรบ้างคะสาวก SUV ทั้งหลายโดนใจกันบ้างไหมคะ และถ้าใครเล็งอยากจะจับจองรถ SUV ทั้ง 2 ค่ายนี้อยู่แต่ยังรู้สึกว่าต้องการสัมผัสแบบตัวเป็นๆ ก็สามารถเข้าไปสอบถามข้อมูลและทดลองขับได้ที่โชว์รูป Toyota และ Ford ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือจะเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ford.co.th และ https://www.toyota.co.th/

ดูเพิ่มเติม:

NEW Honda City Minor Change 2018 “เหนือกว่าที่สุด คือที่สุดในทุกด้าน”

พบกับโปรโมชั่นสุดโดนใจใน Ford Ecosport

ความคิดเห็นของคุณ
อีเมล์ของคุณจะไม่ได้รับการเผยแพร่

กรุณากรอกข้อมูลของคุณ