09:32, 21 มิ.ย. 2561

รีวิว Ford Ranger Raptor 2018 ที่สุดแห่งรถกระบะ

บันทึกรายการ

Ford Ranger Raptor 2018 รถกระบะที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ ครบเครื่องด้วยความแรง แกร่งถึงใจ เหมาะสำหรับทุกการขับขี่

1. รีวิวภายนอก


Ford Ranger Raptor 2018

หลายคนคงเคยเห็นกันมาบ้างแล้วสำหรับรถกระบะ Ford Ranger Raptor 2018 ที่โดดเด่น มองเห็นมาแต่ไกล จนคุณต้องเหลียวกลับไปมองซ้ำ ด้วยรูปโฉมที่ปรับใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม เรียกได้ว่าเป็นที่ฮือฮาในวงการรถกระบะเลยทีเดียว เพราะนอกจากความใหญ่ของเจ้าตัวแล้ว ราคาก็สูงไม่น้อยหน้ากัน โดยทาง Ford เปิดตัวรถกระบะรุ่นนี้ด้วยตัวเลข 1,699,000 บาท ถือว่าแพงที่สุดของรถกระบะที่จำหน่ายในไทยตอนนี้ ซึ่งทาง Ford ได้กล่าวว่า Ford ranger raptor 2018 นี้ได้มีการปรับโครงสร้าง สมรรถภาพเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ และระบบความปลอดภัยให้อยู่ในระดับสูงขึ้น เพื่อเหมาะแก่การขับในเส้นทาง off road มากที่สุด ซึ่งผลิตออกมาทั้งหมด 5 สีด้วยกัน คือ สีเทา(Conquer Grey) สีน้ำเงิน  (Lightning Blue)  สีแดง (Race Red)  สีดำ (Shadow Black) และสีขาว (Frozen White) ส่วนคุณสมบัติจะเป็นอย่างไรนั้น วันนี้ทาง Khaorot.com เรามีรีวิวให้ชม

จากภายนอก จะรู้สึกได้เลยว่า Ford Ranger Raptor นั้น มีตัวถังค่อนข้างใหญ่ โดยมีขนาดกว้าง X ยาว X สูง  2,038 X 5,398 X 1,873 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 3,220 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า/หลัง : 1,710 / 1,710 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดถึงพื้น :283 มิลลิเมตร ซึ่งใหญ่กว่า Ford Ranger รุ่นปกติที่มีขนาดกว้าง XยาวX สูง  1,860X 5,362X 1,815 มิลลิเมตร  โดยกว้างเพิ่มขึ้น 178 มิลลิเมตร ยาวขึ้น 36 มิลลิเมตร และสูงขึ้น 58 มิลลิเมตร นอกจากตัวถังใหญ่จะขึ้นแล้ว ระยะต่ำสุดถึงพื้นยังเพิ่มขึ้นอีก 53 มิลลิเมตรด้วย และเพื่อรองรับขนาดที่ใหญ่ขึ้นจึงเพิ่มขนาดช่วงล้อหน้า/หลังอีก 150 มิลลิเมตร 

ด้านหน้ามีการปรับตัวกระจังหน้าใหม่ เพิ่มขนาดอักษร “FORD” ให้ใหญ่และหนาขึ้นกว่า Ford Ranger รุ่นปกติ กันชนหน้าลดขนาดเล็กลง ทำให้ไม่ดูเทอะทะ เพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่แบบ off road โดยตัวกันชนหน้าได้ทำการเชื่อมติดเป็นชิ้นเดียวกันกับตัวรถ ช่วยให้มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น 


ไฟหน้าเป็น HID (หรือที่เรียกว่า xenon)

ไฟหน้าเป็น HID (หรือที่เรียกว่า xenon) ให้ความสว่างขั้นสูงสุดของหลอดไฟทุกชนิด พร้อมด้วย LED daytime running light ดูโฉบเฉี่ยวแม้ในเวลากลางวัน และยังติดตั้งไฟตัดหมอก LED มาให้ในตัวด้วย 

ด้านข้างโดดเด่นด้วยคิ้วซุ้มล้อ Fender ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ พร้อมกับล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว ใช้ยาง All-terrain BF Goodrich KO2 ขนาด 285/70 R17 ที่ดอกยางถูกออกแบบให้มีความนุ่มมากกว่าปกติ รองรับแรงกระแทกและเกาะถนนได้ดี บันไดข้างทำจากอลูมิเนียม โดยเพิ่มขนาดออกมาเล็กน้อยเพื่อป้องกันฝุ่นหรือโคลนเปื้อนตัวรถ กระจกมองข้างควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว แก้มข้างรถและกระบะท้ายขยายกว้างขึ้น โดยใช้วัสดุพิเศษ Composite : Sheet Molding Compound และที่น่าสนใจคือ ฝาท้ายติดตั้งระบบช่วยผ่อนแรง Easy Lift Tailgate ทำให้ยกปิดเปิดง่ายขึ้น ไม่หนักแรง ปูพื้นกระบะท้ายด้วย Bedliner ช่วยลดแรงกระแทก ป้องกันรอยขีดข่วนและเพิ่มการยึดเกาะของสัมภาระต่างๆ


ช่วงล่างมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการขับแบบ off road ความเร็วสูง 


โช้คอัพ Fox Racing Shox ทั้งด้านหน้าและหลัง

ช่วงล่างมีการปรับเปลี่ยนค่อนข้างเยอะเหมือนกันเพื่อรองรับการขับแบบ off road ความเร็วสูง โดยระบบกันสั่นสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบ อิสระปีกนกอะลูมิเนียม 2 ชั้น พร้อมโช้คอัพ Fox Racing Shox แบบมีระบบ Internal Bypass พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบ Coil over Shock พร้อมโช้คอัพ Fox Racing Shox แบบมี Subtank ระบบ Internal Bypass พร้อมวัตต์ลิงค์ Watt’s Linkage จะสังเกตุได้ว่าเป็นรถกระบะที่ไม่มีแหนบ ซึ่งการออกแบบช่วงล่างในลักษณะนี้ ทาง FORD กล่าวว่าจะช่วยลดแรงสั่นสะเทือนเมื่อขับขี่ในเส้นทาง off road ได้ดียิ่งขึ้น พร้อมกับติดตั้งแผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่องหน้าขนาด 2.3 มิลลิเมตร มาให้ด้วย ไม่ต้องเสียเงินซื้อเพิ่มเติม

เปรียบเทียบ Mitsubishi Triton Athlete 2018 กับ Ford Ranger Raptor

2. รีวิวภายใน

รีวิวเจาะลึก Ford Ranger Raptor 2018 (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) โดย Ford ประเทศไทย ราคา 1.699 ล้านบาท

สำหรับภายในห้องโดยสารนั้น ตกแต่งด้วยโทนสีดำ ให้ลุคสปอร์ต เบาะตัดเย็บด้วยหนัง Alcantara แบบ Bolsters Sea ให้สัมผัสกระชับ เหมาะกับสรีระของผู้ขับขี่ เบาะตอนหน้าปรับได้ถึง 8 ทิศทางด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้ไม่ว่าจะตัวเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็สามารถขับขี่ได้อย่างไม่ลำบาก ส่วนเบาะด้านหลังปรับด้วยมือได้ 6 ทิศทาง


เบาะตัดเย็บด้วยหนัง Alcantara แบบ Bolsters Sea ให้สัมผัสกระชับ

พวงมาลัยขนาดหนากว่าเดิม จับถนัดมือ มี On-Center Marker ทำให้ง่ายต่อการกะระยะควบคุมขณะขับขี่ในเส้นทางขรุขระ พร้อมด้วยแป้นเกียร์ Paddle Shifter แบบ Magnesium ที่พวงมาลัย ช่วยให้รถมีการตอบสนองเร็วขึ้นเมื่อใช้แป้นเกียร์นี้

ออพชั่นต่างๆมีให้อย่างครบครัน เช่น ระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation System) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา (Dual Zone) กระจกมองหลัง แบบปรับลดแสงอัตโนมัติ กระจกหน้าต่างไฟฟ้า ขึ้น-ลงอัตโนมัติ ฝั่งคนขับ ระบบป้องกันการหนีบ Protection Jam ฝั่งคนขับ ช่องชาร์จไฟปลั๊กไฟบ้านขนาด 230 V ชุดมาตรวัดเรืองแสง Optitron พร้อมหน้าจอ MID แบบสี ขนาด 4 นิ้ว พร้อมด้วยระบบกุญแจ Smart Keyless Entry และ Push Start Button


หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว

สำหรับด้านความบันเทิง มีหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว สามารถเล่นวิทยุ AM/FM CD MP3 และสั่งการด้วยเสียงได้ ขับเสียงด้วยลำโพง 6 รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน  Apple Car Play / Andriod Auto และ Bluetooth พร้อมติดตั้งระบบนำทาง( Navigation System) มาในตัว มีช่องเสียบ USB 2 ช่อง ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งาน

รู้กันหรือไม่ว่าจริงๆ แล้ว ระบบ Infotainment ที่รถแต่ละค่ายรถระดมใส่เข้ามาในรถยนต์นั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร ?

สมรรถภาพเครื่องยนต์


Diesel 2.0 EcoBlue Bi-Turbo

Ford Ranger Raptor 2018 มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล EcoBlue TDCi 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร 1,996 ซีซี. โดยใช้เทอร์โบคู่ (ระหว่าง High-Pressure (HP Turbo) และ Low-Pressure (LP Turbo) ควบคุมด้วยวาล์ว Bypass) ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร สั่งการด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 speed ซึ่งนำมาจากเอฟ-150 แร็พเตอร์ พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift เพื่อควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเองได้ทุกเมื่อ แม้กระทั้งอยู่ในเกียร์ D ควบคุมทิศทางจากพวงมาลัยพาวเวอร์แบบช่วยผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS ขับเคลื่อนสี่ล้อ Terrain Management System ซึ่งมีให้เลือกถึง 6 รูปแบบด้วยกัน คือ :

• Normal: โหมดปกติ

• Sport: สปอร์ต เกียร์เปลี่ยนไวขึ้น คารอบเครื่องไว้สูงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Terrain Management System พร้อมโหมดบาฮา (Baja)

• Grass / Gravel / Snow: หญ้า กรวด/หิน หิมะ เปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลขึ้น ออกตัวด้วยเกียร์ 2 ลดการลื่นไถลของล้อรถ

• Mud / Sand: ใช้เกียร์ต่ำ ปรับการตอบสนองของระบบ Traction Control

• Rock: หิน ใช้ความเร็วต่ำ

• Baja: บาฮา ปรับการตอบสนองเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับแบบ Off-Road ความเร็วสูง ตัดการทำงานระบบ Traction Control ปรับการตอบสนองของระบบส่งกำลัง (เกียร์) และ คารอบเครื่องไว้สูง


โหมด บาฮา ปรับการตอบสนองเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับแบบ Off-Road ความเร็วสูง

4. รีวิวระบบความปลอดภัยของ Ford Ranger Raptor 2018

ด้านระบบความปลอดภัย ทาง FORD ก็ให้มาเต็มที่ไม่น้อยหน้าค่ายอื่นๆ ด้วยถุงลมนิรภัย 6 จุด (ด้านหน้า 2 ด้านข้าง 2 และม่านถุงลมนิรภัย) มีกล้องมองภาพขณะถอยจอด เซนเซอร์กะระยะช่วยจอดด้านหลัง จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX ระบบกุญแจแบบ Immobilizer  สัญญาณกันขโมย แบบ Volumetric  ที่ล็อคฝากระบะท้าย Tailgate Lock นอกจากระบบปลอดภัยพื้นฐานข้างต้นแล้ว ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยอื่นๆพิเศษอีกคือ :

• ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS

• ระบบกระจายแรงเบรก EBD

• ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP

• ระบบควบคุมการลื่นไถล Traction Control

• ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง Trailer Sway Mitigation

• ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HLA

• ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC

• ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน Emergency Assistance

5. สรุป


พร้อมลุยทุกเส้นทาง off road

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับ Ford Ranger Raptor 2018 ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนมุมมองไปเลย จากเคยคิดว่ารถกระบะมีไว้สำหรับขนสัมภาระและสินค้าเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเจอกับเจ้า Raptor ตัวนี้ ทั้งดีไซน์ดุดัน แข็งแกร่ง ทรงพลัง แรงม้าดีเยี่ยม ออพชั่นจัดเต็มสะดวกสบายทุกการใช้งาน ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยระดับชั้นนำซึ่งหาได้ยากในรถกระบะทั่วไป พร้อมลุยทุกเส้นทาง off road ถือว่ามาครบเครื่อง ไม่ต้องแต่งเพิ่ม จึงไม่แปลกใจเลยหาก Ford Ranger Raptor 2018 จะเป็นกระบะที่น่าจับจองแห่งปี

ดูเพิ่มเติม:
เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียระหว่าง Mitsubishi Triton กับ Nissan Navara
ซื้อรถใหม่ป้ายแดง ถ้าคิดว่าจะขายต่อมีหลักในการเลือกซื้อรถอย่างไร ??

Khan-Chit

ในหมวดเดียวกัน