8 เทคนิคขับรถหน้าร้อน ให้ปลอดภัย

2 เม.ย 2562     โดย Khan-Chit

ข้อควรปฏิบัติสำหรับทุกท่านที่ขับรถในช่วงหน้าร้อน เพื่อความปลอดภัยของคนขับและผู้ร่วมทาง

เทคนิคขับรถหน้าร้อน

เทคนิคขับรถหน้าร้อน ที่คนมีรถต้องรู้!

อากาศในบ้านเรา หากจะให้คำนิยามคงมีแต่ “หน้าร้อน” และ “ร้อนมาก” เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเดือนเมษายนของทุกปี ที่อุณภูมิร้อนระอุ แผดเผาไอร้อนขึ้นมาให้ได้สัมผัสกันอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีอาการอ่อนเพลีย ไม่สบายตามๆกัน ที่สำคัญผู้ที่ต้องขับรถในหน้าร้อนเป็นประจำ ไม่ว่าจะเดินทางไปทำงาน ขับรถต่างจังหวัด หรือออกทริปท่องเที่ยว จะต้องมีวิธีช่วยคลายร้อนทั้งตัวบุคคลและตัวรถ เพื่อให้การขับขี่ปลอดภัยตลอดการเดินทาง ซึ่งวันนี้ khaorot.com เรามีข้อควรปฏบัติสำหรับขับรถในหน้าร้อนมาฝากผู้ใช้รถทุกท่านครับ

1. ตรวจสอบสภาพรถ

อันดับแรกที่ต้องทำคือ ตรวสอบสภาพรถให้พร้อมสำหรับการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบหล่อเย็น หม้อน้ำ ระบบแอร์ และน้ำยาแอร์ หากมีจุดไหนรั่วซึม หรือพร่อง ควรทำการแก้ไขและเติมน้ำยาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมทันที

2. เช็คยางรถยนต์

หน้าร้อนแบบนี้ อุณหภูมิบนท้องถนนจะสูงมากกว่าปกติ ทำให้ยางมีการขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้ยางรถบวมและหมดสภาพเร็วกว่ากำหนด ซึ่งอาจระเบิดกลางทางได้หากไม่ตรวจเช็คให้ดี หากพบว่ายางหมดสภาพแล้วควรเปลี่ยนเส้นใหม่เพื่อความปลอดภัย และควรเติมแรงดันลมยางให้มากกว่าปกติราว 2-3 ปอนด์ เมื่อต้องขับรถทางไกล ซึ่งจะช่วยป้องกันการบิดตัวของยางได้ และจุดที่สำคัญคือ ไม่ควรลดแรงดันลมยาง เพราะหากยางอ่อนจะทำให้แก้มยางบิดตัวและร้อนง่ายกว่าสภาวะปกติ ส่งผลให้แรงดันภายในยางสูงขึ้นจนเกิดยางระเบิดได้

3. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก

การแตะเบรกแต่ละครั้งย่อมทำให้เกิดความร้อนขึ้นมา กอรปกับความร้อนจากภายนอก(อากาศและผิวถนน) ส่งผลให้ผ้าเบรกและระบบเบรกร้อนมากกว่าปกติ น้ำมันเบรกจึงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้นควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกตามระยะที่กำหนดสำหรับรถที่ใช้งานไม่มาก หรือเปลี่ยนก่อนระยะกำหนดหากเป็นรถที่วิ่งส่งสินค้าและผู้โดยสารเป็นประจำ

4. คลายร้อนให้รถ ก่อนเดินทาง

สำหรับใครที่ต้องจอดรถตากแดด ก่อนออกรถควรปรับอุณหภูมิทั้งภายนอกภายในให้ใกล้เคียงกันก่อน หากเป็นรถรุ่นใหม่ราคาแพงอาจมีฟังก์ชั่นกดสตาร์ทรถ พร้อมเปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้าก่อนผู้ขับถึงตัวรถแบบสบายๆ แต่ถ้าเป็นรถทั่วไป สามารถคลายร้อนให้รถได้โดยการ

  • เปิดประตูรถทิ้งไว้ประมาณ  1 – 2 นาที หรือลดกระจกด้านหน้าและเปิด-ปิดประตูด้านหลัง 4-5 ครั้งเพื่อระบายอากาศ
  • เปิดกระจกทุกบานก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์
  • ไม่ควรเปิดระบบปรับอากาศเย็นสุดทันที ให้รอจนกระทั่งอุณหภูมิภายนอกและภายในห้องโดยสารใกล้คียงกัน จึงค่อยปรับไล่ระดับความเย็น
  • ไม่หันช่องแอร์ตรงกับกระจก เพื่อป้องกันอันตรายจากความเสียหาย ที่มาจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบฉับพลัน

5. แว่นกันแดด อุปกรณ์ที่ควรมีติดรถ

แสงแดดจ้าในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะตอนเที่ยง มักจะทำให้สายตาพร่าและเมื่อยล้าได้ง่าย ซึ่งหลายครั้งมักเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยสารมารถป้องกันได้ด้วยการสวมแว่นกันแดดที่ได้มารฐาน เพื่อลดความจ้า และกรองแสงให้เหมาะสมกับสายตา จะช่วยให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น

6. จอดพักเป็นระยะ

การขับในสภาพอากาศที่ร้อนระอุต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้ร่างกาย สมองและสายตาเหนื่อยล้าได้ง่าย จึงควรหาที่จอดพักเป็นระยะทุก 150-200 กิโลเมตร หรือทุก 2 ชั่วโมง เพื่อรีเฟรชตัวเองให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาและให้เครื่องยนต์ได้ระบายความร้อน หากเพลียและง่วงนอนมากก็ไม่ควรฝืนขับต่อไป ควรหาที่จอดสำหรับนอนงีบสักพัก แม้จะถึงจุดหมายช้า แต่ว่าถึงอย่างปลอดภัย

7. ทำอย่างไรเมื่อเกิดภาพลวงตา

ภาพแอ่งน้ำลวงตา ที่ผู้ขับมักพบบนพื้นถนนแล้วหักหลบกันนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการหักเหของแสง ซึ่งอัตรายมากถ้าหักรถหลบหรือหยุดรถกระทันหันขณะที่ขับด้วยความเร็วสูง เพราะรถที่ขับตามมาอาจหยุดไม่ทันหรือทรงตัวลำบาก ควรขับด้วยความเร็วปกติ ไม่เร่งแซง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

8. “เครื่องร้อน” ระหว่างขับขี่

รถยนต์บางรุ่นจะมีเกจวัดความร้อนให้เห็นบนหน้าจอมาตรวัด ซึ่งผู้ขับสามารถเฝ้าระวังได้เอง แต่สำหรับรุ่นไหนที่ไม่มี ต้องคอยสังเกตุดูว่าอุณหภูมิในรถร้อนขึ้นหรือไม่ แอร์ไม่เย็น หรือมีสัญลักษณ์ “ความร้อน” โชว์ ควรหาที่จอดรถทันทีเพื่อหาสาเหตุ โดยส่วนใหญ่มักเกิดจาก “หม้อน้ำแห้ง” นั่นเอง ควรเปิดกระโปรงรถเพื่อช่วยระบายความร้อน แต่ต้องระวังหากมีควันขึ้นที่ฝากระโปรงรถ ห้ามเปิดออก ต้องรอจนกว่าเครื่องยนต์เย็นลง และห้ามเปิดหม้อน้ำขณะที่เครื่องยนต์ร้อนจัด เพราะอาจได้รับอันตรายจากน้ำร้อนที่เดือดพุ่งออกมา เมื่อเครื่องยนต์เย็นลงแล้วจึงค่อยๆเปิดฝาหม้อน้ำและเติมน้ำลงไปทีละนิดตามจำนวนที่กำหนด หลังจากนั้นค่อยขับรถออก

เทคนิคเหล่านี้ จะช่วยให้คุณสามารถเดินทางด้วยยานพาหนะคู่ใจ ได้อย่างปลอดภัยตลอดหน้าร้อน ไม่ว่าจะเส้นทางใกล้หรือไกลก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปครับ

อ่านเพิ่มเติม
ขวดน้ำพลาสติกเก็บไว้ในรถอันตรายมากกว่าที่คิด
แบตเตอรี่เสื่อมสภาพรู้ได้อย่างไร

ความคิดเห็นของผู้อ่าน 0
เรียงลำดับตาม:
ร่วมแสดงความคิดเห็น อีเมลของคุณจะไม่ปรากฏบนเว็บไซต์
กรุณากรอกข้อมูลของคุณ