10 ข้อที่ควรรู้เมื่อขับรถกลางคืน

8 มิ.ย 2561     โดย ครรชิต

อุบัติเหตุบนท้องถนนสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ แต่รู้ไหมว่าในช่วงเวลากลางคืนนั้น มักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากกว่าเวลากลางวัน โดยสถิติระบุว่าอุบัติเหตุกลางคืนจะมากกว่าในกลางวันถึง 3 เท่า

10 ข้อที่ควรรู้เมื่อขับรถกลางคืน
วิธีขับรถยนต์ปลอดภัยในกลางคืน

10 ข้อที่ควรรู้เมื่อขับรถกลางคืน

อุบัติเหตุบนท้องถนนสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ แต่รู้ไหมว่าในช่วงเวลากลางคืนนั้น มักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากกว่าเวลากลางวัน โดยสถิติระบุว่าอุบัติเหตุกลางคืนจะมากกว่าในกลางวันถึง 3 เท่า

โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าช่วงกลางคืนนั้นมีหลายปัจจัยส่งเสริมให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น วิศัยทัศน์ที่ไม่ชัดเจนยามค่ำคืน แสงไฟที่ส่องกระทบ ความเมื่อยล้า อาการง่วงขณะขับขี่ ล้วนมีผลทั้งสิ้น ดังนั้นวันนี้ทาง khaorot.comจึงมีเคล็ดลับดีดีมาฝาก เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ทุกท่าน


เปิดไฟก่อนพระอาทิตย์ตก

1. เปิดไฟก่อนพระอาทิตย์ตก

แม้ว่าจะยังไม่จำเป็นต้องใช้ไฟหน้าเพื่อดูถนนในช่วงเวลานี้ เพราะยังคงมีแสงสว่าเพียงพอให้มองเห็นเส้นทาง แต่ถ้าหากตวงอาทิตย์อยู่ด้านหลังรถคุณ จะเป็นการปิดบังมุมมองของรถคันอื่นได้ทำให้มองไม่เห็นรถของคุณ ดังนั้นคงจะดีกว่าหากเปิดไฟหน้าไว้ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกดิน

2. ขับช้าลง

โดยทั่วไปแล้วการขับขี่ในเวลากลางคืนต้องใช้ความเร็วน้อยกว่าการขับขี่ในเวลากลางวัน เพราะต้องใช้เวลามากขึ้นเพื่อให้ผู้ขับขี่สังเกตและตอบสนองต่ออันตรายจากถนนคนเดินเท้าและสิ่งกีดขวางอื่น ๆ เพียงแค่ขับช้าลง คุณก็จะมีเวลาและสามารถคิดตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น


ระวังคนเมา ผู้ขับขี่ที่เหนื่อยล้า

"อาการหลับใน" อันตรายสุดๆ แต่สามารถบรรเทาได้ด้วยตัวคุณเอง

3. ระวังคนเมา ผู้ขับขี่ที่เหนื่อยล้าและสัตว์ข้ามถนน

ตามสถิติแล้ว ผู้ที่ขับขี่รถในเวลากลางคืนจะมีความเมื่อยล้าเกือบตลอดเวลามากกว่าในระหว่างวัน โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ (วันศุกร์และวันเสาร์) และวันนักขัตฤกษ์ตามเทศกาลต่างๆ มักจะมีคนเมามากขึ้นกว่าวันธรรมดา จึงควรขับขี่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ส่วนผู้ที่ต้องขับขี่ไปต่างจังหวัดก็อาจต้องระวังสัตว์ข้ามถนนเพื่มอีกข้อหนึ่ง


หยุดพักเป็นระยะ

4. หยุดพักเป็นระยะ

ความเมื่อยล้ามีความเสี่ยงต่อการลดความรู้ ความเข้าใจ และใช้เวลาในการตอบสนองช้าลงไปจนถึงขับรถออกจากเลน แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝันได้ จึงควรหยุดพักเป็นระยะหากต้องขับรถเป็นเวลานาน พร้อมทั้งลงจากรถเปลี่ยนอิริยาบท เพื่อความกระปรี้กระเปร่าพร้อมสำหรับการเดินทางต่อไป


เบนสายตาจากทางด้านหน้า

5. เบนสายตามองด้านข้างบ้าง

ปกติแล้วในเวลาขับขี่เรามักจะมองด้านหน้าเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อขับรถในเวลากลางคืนคุณควรเปลี่ยนจุดโฟกัสสายตา มองกระจกข้าง กระจกหลังบ้าง เพื่อให้เกิดความตื่นตัวตลอดเวลาและตระหนักถึงสภาพแวดล้อมขณะขับขี่ หากเน้นมองด้านหน้าอย่างเดียวเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะตกอยู่ในสภาวะคล้ายถูก “สะกดจิต” ทำให้การรับรู้และตอบสนองลดลง

6. เช็คอุปกรณ์ความปลอดภัย

ควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งเมื่อขับขี่ ปรับเบาะนั่งและกระจกมองข้าง มองหลัง ให้พอดี จัดวางโทรศัพท์มือถือในที่เหมาะสม ไม่ขัดขวางการขับขี่และไม่ร่วงหล่นง่ายขณะเบรก อาจคุยกับผู้โดยสารหรือเปิดเพลงเพื่อไม่ให้ง่วงนอน

7. ทำความสะอาดไฟและกระจก

ไฟหน้าเปรียบเหมือนดวงตา ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการขับขี่ตอนกลางคืน หากปล่อยให้ขุ่นมัวก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ควรทำความสะอาดหรือถอดล้างทุกสองสามสัปดาห์หรือหลังจากทริปท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้ไฟมีความสว่างและความชัดเจนมากขึ้น สิ่งที่ต้องระวังคือ หลีกเลี่ยงการใช้มือของคุณเพื่อเช็ดชิ้นส่วนที่สำคัญเนื่องจากอาจทำให้เป็นรอยขุ่นมากกว่าเดิม ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หนังสือพิมพ์เพื่อทำความสะอาดแทน


ใช้ไฟสูงกรณีที่มีแสงน้อย

8. ใช้ไฟสูงกรณีที่มีแสงน้อย

ไฟสูงสามารถเปิดได้ หากขับรถบริเวณที่มืดมากและมีทัศนวิสัยต่ำซึ่งมียานพาหนะอื่นน้อยเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่คุณ เมื่อเปิดไฟสูงขณะขับรถผ่านทางโค้งหรือขึ้นเขาแล้วมีรถสวนมาควรเปลี่ยนเป็นไฟต่ำเพื่อรถคันหน้าตาพร่าจากแสงไฟรถเรา และควรหลีกเลี่ยงการเปิดไฟสูงในที่ชุมชน


ไฟสูงจากรถคันหน้า

9. เลี่ยงแสงจ้า

ถ้ารถด้านหน้าเปิดไฟสูงกระทบตา อย่ามองตรงไฟ ให้โฟกัสที่จุดอื่นด้านหน้า ประคองรถให้อยู่ในเส้นทาง หากรถด้านหลังเปิดไฟสูงกระทบจนตาพร่า ให้ปรับมุมกระจกมองหลัง ลดแสงตกกระทบ


เลนส์กันแสงสะท้อน

10. ใช้เลนส์กันแสงสะท้อน

หากวิสัยทัศน์ของคุณไม่ดี ไม่ว่าจะสายตาสั้นหรือยาว ทำให้มีความจำเป็นต้องสวมแว่นตา ไฟสูงจะเป็นสิ่งท้าทายมากสำหรับคุณ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ให้ลองใส่คอนแทคเลนส์หรือซื้อแว่นตาที่ใช้วัสดุป้องกันแสงสะท้อน ลดผลกระทบจากไฟหน้าด้านนอก และควรเก็บแว่นตาไว้ในรถพร้อมใช้เมื่อจำเป็น

เพียงเท่านี้ คุณก็พร้อมสำหรับการเดินทางตอนกลางคืน โดยไม่ต้องกังวลหรือขยาดอีกต่อไป เมื่อต้องขับรถหลังพระอาทิตย์ตกดิน

ดูเพิ่มเติม: “เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่” และ “ระบบขับขี่อัตโนมัติ” ต่างกันอย่างไร แล้วมีประโยชน์ต่อผู้ขับขี่หรือไม่ ???

ความคิดเห็นของผู้อ่าน 0
เรียงลำดับตาม:
ร่วมแสดงความคิดเห็น อีเมลของคุณจะไม่ปรากฏบนเว็บไซต์
กรุณากรอกข้อมูลของคุณ