จะทำอย่างไรเมื่อต้องขับรถหน้าฝน และไม่ทำให้เพื่อนร่วมทางเดือดร้อน

9 ส.ค 2561    

สภาพอากาศอันแปรปรวนในฤดูฝนยังส่งผลต่อการขับรถอย่างมากอีกด้วย แม้แต่ผู้ขับที่มีประสบการณ์ ฝนที่ตกอย่างหนักสามารถเปลี่ยนการเดินทางที่แสนสบายให้กลายเป็นการเดินทางที่ตึงเครียดได้ในทันที เนื่องจากผู้ขับจะมองถนนข้างหน้าได้ลำบาก และยากต่อการควบคุมรถ

ขับรถขณะฝนตก
ขับรถยนต์ขณะฝนตก

จากผลการสำรวจจากกระทรวงคมนาคมของประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นในวันฝนตก และเกือบหนึ่งในสี่ของอุบัติเหตุในประเทศสหรัฐอเมริกาเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป สำหรับประเทศไทยจากรายงานของกรมขนส่งทางบก สถิติอุบัติเหตุจราจร ปีงบประมาณ 2559 (เดือนตุลาคม 2558 - กันยายน 2559) ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถึง 75,476 ครั้ง โดยมักจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน

ลดความเร็วลง
ลดความเร็วลง

ลดความเร็วลง

เราต่างรู้กันอยู่แล้วว่าเมื่อถนนเปียกพื้นถนนจะลื่นขึ้น และทำให้เราจำเป็นต้องลดความเร็วลง โดยความเร็วสูงสุดที่กำหนดไว้สำหรับถนนเส้นนั้น เป็นความเร็วที่ถูกกำหนดให้ใช้ได้ในสภาพถนนปกติเท่านั้น ไม่ควรใช้ความเร็วดังกล่าวเมื่อต้องขับรถบนพื้นถนนเปียก “ฝนเป็นสิ่งที่เตือนให้คุณลดความเร็วลงและเพิ่มความความระมัดระวังมากขึ้น”

เพิ่มทัศนวิสัยระหว่างฝนตก
เพิ่มทัศนวิสัยขณะฝนตก

เพิ่มทัศนวิสัยระหว่างฝนตก

ฝนที่ตกอย่างฉับพลันส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับรถโดยตรง และทำให้การสังเกตสัญญาณจราจรตามท้องถนนยากขึ้น การมองไปข้างหน้าให้ไกลที่สุดเท่าที่เป็นไปได้จะทำให้คุณมีโอกาสดีที่สุดในการรับมือกับเหตุการณ์ใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อไป “หนึ่งในทางที่ดีที่สุด คือ การขับรถอยู่ในเลนที่ไม่มีรถข้างหน้าบังสายตา” และ อีกทางก็คือการขับตามรถคันข้างหน้า (ในระยะห่างที่ปลอดภัย) ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน เพื่อที่คุณจะสามารถมองเห็นรถคันข้างหน้า รวมถึงพื้นที่ด้านหน้าของรถคันหน้า อย่าขับตามรถบรรทุกคันใหญ่ๆ ที่บดบังทัศนวิสัยของคุณ การเรียนรู้ที่จะใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ในรถของคุณ เป็นอีกทางที่จะสามารถช่วยคุณได้

ระวังแอ่งน้ำบนถนน
ระวังแอ่งน้ำบนถนน

สิ่งที่ต้องปฏิบัติเมื่อเจอผิวถนนที่ชำรุด

ระวังแอ่งน้ำบนถนน

แอ่งน้ำเล็กๆ อาจซ่อนหลุมขนาดใหญ่เอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นหากมีน้ำมากพอ ยางรถยนต์อาจไม่สามารถรีดน้ำออกได้ทัน และส่งผลให้รถไม่เกาะถนน ที่ความเร็วหนึ่ง รถจะลอยตัวขึ้นจากพื้น และคุณจะขับรถอยู่บนผิวน้ำ หากรถของคุณเริ่มลอยตัว พยายามลดความเร็วลงอย่างช้าๆ เบาๆ จนกระทั่งการควบคุมรถค่อยๆ กลับมา “หลีกเลี่ยงการหักเลี้ยวอย่างกะทันหัน การเบรกกะทันหัน หรือการเข้าโค้งเร็วเกินไป”

อย่าขับรถผ่านบริเวณน้ำท่วม
อย่าขับผ่านบริเวณน้ำท่วม

อย่าขับรถผ่านบริเวณน้ำท่วม

อย่าประมาทอันตรายของน้ำท่วม อย่าพยายามขับรถผ่านบริเวณน้ำท่วมในระดับที่คุณไม่สามารถเดินผ่านได้ และระวังจุดที่น้ำท่วมขังอยู่บนพื้นถนน เพราะใต้น้ำท่วมขังอาจไม่มีพื้นถนนอยู่ น้ำท่วมอาจพัดเอาพื้นถนนออกไปทั้งหมด รวมถึงพื้นถนนจำนวนมาก และหากน้ำเข้าไปยังวาล์วไอดี และเครื่องยนต์ รถอาจจะดับ และคุณจะติดอยู่ในรถ

ให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกับถนนบนภูเขา
ให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกับถนนบนภูเขา

ให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกับถนนที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก และถนนบนภูเขา

ระมัดระวังเป็นพิเศษกับเศษซากต่างๆ บนพื้นถนน เช่น ก้อนหิน ที่อาจถูกทำให้เคลื่อนที่โดยสายฝน ซึ่งถนนที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกจะทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น โดยถนนจะถูกกัดเซาะ และทำให้เปลี่ยนสภาพไป จนอาจทำให้เกิดการเคลื่อนที่หรือสไลด์ของหน้าดิน อย่าขับรถชิดขอบถนนที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก หรือถนนประเภทลูกรังในขณะถนนเปียก เนื่องจากพื้นถนนจะอ่อนตัว เกิดการไหลของน้ำและการกัดเซาะ ใส่ใจ และให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกับการขึ้นลงเนินเขา เนื่องจากระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ระบบบังคับเลี้ยว และระบบเบรกของรถอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพบนพื้นถนนลื่น

เตรียมตัวรับมือกับสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็น
เตรียมตัวรับมือกับสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็น

เตรียมตัวรับมือกับสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็น

อันตรายบนท้องถนนไม่เพียงมีสาเหตุจากธรรมชาติอย่างเช่น ก้อนหิน และกิ่งไม้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนเดินเท้าทั่วไป สัตว์ต่างๆ รวมถึงรถที่ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อหลีกเลี่ยงกับสิ่งเหล่านั้น คุณต้องขับรถให้ช้าพอเพื่อที่จะสามารถสังเกต และมีปฏิกิริยาตอบโต้ได้ทันทีจนสามารถหยุดรถได้สนิท ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้น หลักการทั่วๆ ไปคือระยะห่างจากสิ่งที่เห็นไม่ควรน้อยกว่าสี่เท่าของระยะหยุดรถของคุณ  การขับรถในสภาพอากาศที่เลวร้ายบนพื้นถนนเปียก เป็นช่วงเวลาที่คุณต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศ

ดูเพิ่มเติม :

8 วิธีพิชิตความง่วง เมื่อต้องขับรถเดินทางไกล

4 สถานที่ ควรเลี่ยงจอดในหน้าฝน

ความคิดเห็นของผู้อ่าน 0
เรียงลำดับตาม:
ร่วมแสดงความคิดเห็น อีเมลของคุณจะไม่ปรากฏบนเว็บไซต์
กรุณากรอกข้อมูลของคุณ